เทคนิคเติมลมยางรถกระบะ รถกระบะรับจ้าง

เทคนิคเติมลมยางรถกระบะ รถกระบะรับจ้าง ในปัจจุบัน ธุรกิจด้านการขนส่งสินค้ามีการขยายตัวเป็นวงกว้าง ทำให้การใช้รถกระบะเป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การส่งสินค้าตามออเดอร์ในแอพพลิเคชั่นมือถือ การขนส่งสินค้าเพื่อธุรกิจหรือเว็บไซต์ออนไลน์ การขนส่งอาหาร ผัก ผลไม้ ฯลฯ ดังนั้นการรู้เทคนิคการเติมลมยางรถกระบะที่ถูกต้อง นอกจากจะเพิ่มความปลอดภัยแล้ว ยังช่วยในการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง ลมยาง รวมถึงค่าซ่อมบำรุงต่าง ๆ ในระยะยาวได้ด้วย และนี่คือเทคนิคเติมลมยางรถยนต์อย่างเหมาะสมที่เราได้รวบรวมจากบรรดากูรูรถยนต์มาบอกต่อ

เติมลมยางทั้งทีต้องอิงตามคู่มือประจำรถ

ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่าการเติมลมยางรถยนต์ให้ได้ระดับที่เหมาะสมพอดีนั้นต้องอิงตามคู่มือประจำรถยนต์แต่ละรุ่น ซึ่งจะมีให้แก่ผู้ขับขี่เมื่อตอนซื้อรถอยู่แล้ว แต่หากคู่มือนั้นหายไปก็สามารถดูได้จากป้ายโลหะข้างประตูคนขับ (บางกรณีอาจติดที่ประตูหลังขวา หรือตำแหน่งคานกลางรถก็เป็นได้) ซึ่งจะปรากฎเป็นตัวเลขรหัสอยู่คู่กับรูปรถกระบะ เช่น

1. ด้านซ้ายเป็นรูปรถกระบะที่ด้านหลังสำหรับการบรรทุกสิ่งของว่างอยู่ พร้อมกับมีตัวเลขในเครื่องหมายวงเล็บ <38> ที่ล้อด้านหน้า และ <42> ที่ล้อด้านหลัง แสดงว่าแนะนำให้เติมลมยางล้อหน้าที่ 38 ปอนด์ ล้อหลังที่ 42 ปอนด์ กรณีที่รถว่าง ไม่ได้บรรทุกสิ่งของ

2. ส่วนด้านขวาเป็นรูปรถกระบะ ที่มีกล่องอยู่ท้ายรถ พร้อมตัวเลข <38> ที่ล้อหน้า และ <51> ที่ล้อหลัง หมายถึงหากต้องบรรทุกสิ่งของควรเติมลมยางที่ล้อหลังให้ถึง 51 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าการเติมลมยางรถกระบะนั้น จะใช้แรงดันอากาศมากกว่ารถยนต์สี่ล้อทั่วไป (รถยนต์สี่ล้อควรมีแรงดันลมยาง 25 ถึง 30 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว)

การเติมลมยาง ต้องสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์การใช้งานและน้ำหนักสิ่งของที่บรรทุก

การเติมลมยางสำหรับรถกระบะต้องดูที่รุ่นรถและวัตถุประสงค์ในการใช้งานด้วย อาทิ

1. รถกระบะตอนเดียว รถกระบะแค็บ และรถกระบะสี่ประตู ควรเติมลมยางรถให้แก่ล้อคู่หน้าในระดับแรงดัน 35 ถึง 38 ปอนด์ ส่วนล้อคู่หลังควรเพิ่มมากกว่าล้อคู่หน้าเพื่อรองรับน้ำหนักในการบรรทุกสิ่งของที่เพิ่มขึ้น ลดการกระดอนของตัวรถ (ส่งผลต่อความรู้สึกว่านั่งแล้วไม่นุ่ม) โดยเพิ่มให้แรงดันลมอยู่ในช่วง 38 ถึง 40 ปอนด์

2.การเติมลมยางรถกระบะขนาดใหญ่กลุ่มรถปิคอัพ มักใช้เพื่อวัตถุประสงค์ขนย้ายสิ่งของน้ำหนักมากเกือบตลอดเวลา เช่น เครื่องเรือน เครื่องไม้ เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ จึงควรเพิ่มแรงดันลมยางให้มากขึ้นเป็น 35 ถึง 40 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว หรือเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ได้แต่ไม่ควรเกิน 65 ปอนด์ในแต่ละล้อ (กรณีบรรทุกสิ่งของหนักไม่เกิน 1 พันกิโลกรัม หรือ 1 ตัน)

การเติมลมยางที่ดีให้สังเกตจากน้ำหนักพวงมาลัยและความรู้สึกในการขับขี่

บรรดากูรูรถแนะนำว่า สามารถจับสังเกตได้ง่าย หากเป็นผู้ขับขี่ที่ใช้รถคันใดคันหนึ่งเป็นประจำ อยู่แล้ว หลังการเติมลมยางรถกระบะหากรู้สึกว่าพวงมาลัยหนักผิดปกติ ควบคุมการหมุนซ้ายขวาได้ยาก แสดงว่าลมยางอ่อนเกินไป แก้ไขได้ง่าย ๆ เพียงเพิ่มแรงดันลมยางล้ออีกข้างละ 2 ถึง 3 ปอนด์ หรือหากรู้สึกว่าขับรถกระบะคู่ใจแล้วไม่นุ่มอย่างเคยหลังการเติมลมยาง มีความรู้สึกกระด้าง นั่งแล้วกระดอน โดยเฉพาะเมื่อวิ่งผ่านถนนที่มีความขรุขระ หรือมีลูกระนาด ก็มีความโคลงเคลงมากกว่าปกติ นั่นแสดงว่าปริมาณลมยางที่เติมมากเกินไปจนยางแข็ง ควรลดแรงดันลมยางลงข้างละ 2 ถึง 3 ปอนด์ จะช่วยให้สมรรถนะในการขับขี่นุ่มนวลขึ้น

เติมลมยางต้องเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเติมลมยางรถกระบะ ควรเป็นช่วงที่อุณหภูมิอากาศไม่ร้อนจัด รถได้จอดหยุดนิ่งหลังการใช้งานหนักต่อเนื่องมาแล้วหลายชั่วโมง เพื่อให้ยางรถอยู่ในสภาพที่เป็นปกติ ยางไม่ขยายตัว เสถียรที่สุด และอุณหภูมิของพื้นถนนก็ไม่สูงนัก เพราะความร้อนเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้การเติมลมยางรถกระบะมีค่าคลาดเคลื่อนไป อาทิ ทำให้เติมลมยางมากเกินปกติ เสี่ยงต่ออาการหน้ายางสึกหรอ โดยเฉพาะส่วนดอกยางและร่องยางแนวกลางล้อ ที่เป็นส่วนสัมผัสกับพื้นถนน อันทำให้ยางเกิดระเบิดได้ง่าย ผู้ขับขี่หลายคนจึงใช้วิธีเติมลมยางที่อู่ตอนค่ำแล้ววัดระดับแรงลมยางซ้ำอีกครั้งด้วยเกจวัดลมยางส่วนตัวในตอนเช้าก่อนเดินทาง ก็นับว่าเป็นเทคนิคที่ดีมาก เพราะการมีเกจประจำตัวหรือประจำรถแต่ละคันจะช่วยให้ค่าที่วัดได้มีความเที่ยงตรงและเป็นการเช็คซ้ำค่าแรงดันลมยางจากอู่อีกครั้งหนึ่ง

จะเห็นได้ว่าทั้งสี่เทคนิคการเติมลมยางรถกระบะ จากกูรูรถที่เรานำมาบอกต่อนั้น เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ง่าย และช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยและประหยัดยิ่งขึ้น (ไม่ควรลืมว่าการเติมลมยางรถที่มากเกินไปนอกจากสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายยังทำให้ยางสึกหรอเร็วทำให้ต้องเปลี่ยนบ่อยกว่าที่ควร) ทั้งนี้ในปัจจุบันยังมีตัวเลือกใหม่สำหรับผู้ขับขี่รถยนต์ คือ ลมยางแบบไนโตรเจน ซึ่งถือว่าเป็นแก๊สที่มีความปลอดภัยสูงในการเติมลมยางรถทุกประเภท โดยเฉพาะรถแข่งในสนามแข่งรถยนต์มืออาชีพ เนื่องจากผ่านการวิจัยและทดสอบมาแล้วว่าไม่เกิดความร้อนสะสมและไม่เพิ่มแรงดันลมยางหลังการขับขี่ ทำให้ลดอัตราเสี่ยงที่ยางจะระเบิดได้ อย่างไรก็ตามก่อนการเติมลมยางไนโตรเจนจำเป็นต้องปล่อยลมยางธรรมดาที่มีอยู่ออกก่อน เพราะหากลมทั้งสองแบบรวมกันจะทำให้ลมยางไนโตรเจนเสียคุณสมบัติ และกลายสภาพเป็นลมยางแบบปกติ